จากฝีมือผู้กำกับที่เคยเกือบจะได้กำกับ X-men 3 the last stand
 
แต่ดันถอนตัวออกไปเสียก่อนอย่างกระทันหัน
 
วันนี้ ไบรอัน ซิงเกอร์ ผู้กำกับ X-men 2 ภาคแรก เรียกตัวเขากลับมารับโปรเจคต์นี้
 
แมทธิว วอห์น คือผู้กำกับคนนั้น ไบรอัน ซิงเกอร์ รับหน้าที่โปรดิวซ์เซอร์แทน(ไม่แปลกใจที่เห็นฟุตเตจจากX-menภาคแรกในเรื่องนี้ด้วย)
 
เรื่องราว ใน FC นั้นคือช่วงสงครามเย็น ในวัยหนุ่มของ ชาร์ลส เซเวียร์ และ อีริค เลนเชอร์
 
ตัวละครนั้นถูกวางในแบบของบทภาพยนตร์
 
มีทั้ง ฮาวอค แบนชี แอนเจล มิสทีค อาซาเซล ริปไทด์ บีสต์ คาร์วิน มัวร่า(ไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์ เธอคือหมอสาวที่โผล่มาใน X-men The last stand นิดๆ) เอมม่า ฟรอสต์และเซบาสเตียน ชอว์
 
ตัวหนังนั้นไม่ได้ขับเน้นฉากแอ็คชั่นดุเดือด แต่กลับดูพอดีๆเป็นจุดเท่ๆของตัวละคร
 
เรื่องราวตอนนี้คือช่วงที่โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์กับแม็กนีโตยังคงเป็นเพื่อนกัน
 
ที่ต้องรวบรวมเหล่ามนุษย์กลายพันธ์เพื่อทำงานกับรัฐบาลสหรัฐในการหยุดยั้งสงครามโลกครั้งที่สามที่เซบาสเตียน ชอว์วางแผนจะทำให้มันเกิดขึ้น
 
เนื้อเรื่องภูมิหลังยิ่งใหญ่และจริงจังขับเน้นให้หนังมีพลังอย่างประหลาด
 
ในหนังเราจะได้เห็น อีริค เลนเชอร์เป็นดั่งมนุษย์ปุถุชนที่โกรธแค้น เจ็บปวด โหยหา และ โมโหโกรธา ขอยอมรับว่าการแสดงของไมคาเอล ฟาสเบนเดอร์เอาคนดูอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงเจมส์ แมคอวอยที่เล่นเป็นเซเวียร์ในแบบฉบับของเขาเอง ที่มีไฟ มุ่งมั่นและมีความเหมือนกับเวอร์ชั่นแพทริค สจ๊วตไม่น้อย
 
เพราะเรื่องราวเน้นไปที่สองคนนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ของทีมเอ็กซ์-เมนนั้นดูเบาบาง และเน้นไปที่ตัวมิสทีคอีกด้วย
 
ในตอนแรกนั้นมิสทีคนั้นเหมือนจะหลงรักชาร์ลส(ที่เป็นมนุษย์กลายพันธ์เหมือนกัน) แต่เธอก็หลงไหลในตัวบีสต์ในตอนที่พบกันด้วย(เพราะเขาคือคนที่อยากทำสิ่งที่เธออยากจเป็น นั่นคือเป็นคนธรรมดา) และตอนท้ายนั้นเธอเชื่อในอุดมการณ์ของแม็กนีโต (ที่เขามีความเห็นสุดโต่งที่ดันถูกใจเธอที่ให้ภูมิใจในสิ่งที่เป็น)
 
โดยรวมแล้วตัวหนังเสนอให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครหลากหลาย ปมความขัดแย้งทางการเมืองและชาติพันธ์ของมนุษย์และกลายพันธ์ และความขัดแย้งของอีริคและชาร์ลส
 
ฉากที่ประทับใจคือฉากที่ชาร์ลสพยายามสุดชีวิตเพื่อตะโกนบอกอีริคให้อย่าลงมือฆ่าเซบาสเตียน ชอว์ที่ตอนนั้นชาร์ลสใช้พลังจิตหยุดชอว์ไว้ ถ้าเขาปล่อยให้ชอว์เคลื่อนไหวได้ อีริคจะตาย แต่ถ้ายังหยุดชอว์ไว้ อีริคจะกลายเป็นฆาตกรและใช้อำนาจวิเศษที่เขามีในทางที่ผิดมากยิ่งขึ้นได้มากขึ้น
 
และฉากที่ชาร์ลสยื้อยุดกับอีริคไม่ให้อีริคฆ่ากองทัพเรือของสองประเทศ และถูกกระสุนสะท้อนใส่หลัง จนอีริคต้องเลือกช่วยชีวิตเพื่อนรักเพื่อนแค้นแทนที่จะแก้แค้นมนุษย์
 
หนังเรื่องนี้ให้ความกระจ่างแก่ภูมิหลังและอุดมการณ์ตัวละครอย่างชัดเจนและเป็นจุดขายหลักของหนัง แน่นอนว่าต้องมีภาคต่อ
 
หากอยากดูฝีมือกำกับของแมทธิว วอห์นที่ขับเน้นความดราม่าและแอ็คชั่นอย่างกลมกล่อมและกินใจก็ขอให้อย่าพลาด
ผู้กำกับ จัสติน ลิน ที่โด่งดังจาก หนังแข่งรถสุดเลือดเดือด
 
Tokyo drift ที่ออกมาไม่ดังเป็นพลุแตกเท่าภาคแรกแต่รายได้รวมสวยงามจนสตูดิโอพร้อมเข็นภาคต่อออกมา
 
จัสตินทำ Fast Five ออกมาเปนภาคที่ห้าของตระกูล the fast and the furious
 
ซึ่งภาคนี้มีพระเอกกล้ามโต วิน ดีเซลและพระเอกตัวละครทั้งหลายมารวมตัวรามพลังดาราดูดลูกค้ากันสุดๆในภาคนี้
 
(ตอนนี้ผลงานล่าสุดของ จัสติน ลิน คือภาคที่หกของซีรี่ยส์นี้กับวางโปรเจคต์คนเหล็กภาคห้า)
 
เนื้อเรื่องนั้นจะไม่ไปแตะมากมายนัก แต่หลังจากดูจนจบในโรงมา
 
ขอให้คะแนนเพียง 5/10
 
5 คะแนนนั้นมาจากการกำกับอยู่ในมาตรฐานฮอลลีวู้ดที่ทำให้งานไม่มีสะดุด
 
และฉากแอ็คชั่นเลือดเดือดของเดอะ ร็อคปะทะวิน ดีเซล ที่ทั้งสองคนกล้ามโตจนหุบแขนไม่ลงมาซัดกันเรียกอะดรีนาลีนได้พอสมควร
 
แต่ฉากแอ็คชั่น ปล้นเงินสุดระห่ำในหนัง ถูกใส่อย่างไม่ประนีประนอมแก่คนดูเพื่อปกปิดความอ่อนด้อยในบทภาพยนตร์เท่านั้น
 
ตำรวจหน่วยของเดอะ ร็อค มีสิทธิ์พกอาวุธสงคราม? ยิงสังหารได้โดยไม่มีทำรายงาน? ยิงกันสนั่น Favela ไม่มีการจับกุม(แต่บอกว่าจะมาจับพระเอกทั้งแก็งค์ ดูไม่น่าเชื่อถือ)
 
คือตัวบททำให้ตัวละครและทีมของเดอะ ร็อคนั้นเบาบางจนไร้เหตุผล เข้าใจว่าหนังแอ็คชั่นชนิดนี้ไม่ต้องการความจริงจังของเนื้อเรื่อง แต่มันดูประดักประเดิดมากเมื่อมีตำรวจหน่วยพิเศษกล้ามโตเท่าหัวคนมาถือไรเฟิลไล่ยิงคนในสลัมแล้วมาบอกว่าจะมาจับคุณ?
 
หรือกลุ่มโจรที่มารวมตัวกันเพื่อปล้นครั้งใหญ่ แล้วมีเงินไปซื้อตู้เซฟชนิดเดียวกับเป้าหมาย ที่เรียกว่า ราคาน่าจะโคตรแพง
 
เอาเงินที่จะซื้อเซฟไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย? และการนำเอาเข้าประเทศมา ไม่ผิดสังเกตุหรือ? ไม่มีตำรวจคนไหนสงสัยหรือว่าขนเข้ามาได้ยังไง จู่ๆมันก็ปรากฎตัวในเซฟเฮ้าส์ซะอย่างนั้น
 
การเปลี่ยนฝ่ายของตัวละครเดอะ ร็อคก็ไร้เหตุผลสิ้นดี แค่ลูกน้องถูกฆ่าตาย เลยร่วมกับพระเอกเพื่อช่วยพระเอก แต่ต้องยิงตำรวจตายเป็นเบือในสถานี พร้อมกับตำรวจหญิงที่เพิ่งจะปรากฎตัวในภาคนี้ ที่บอกว่า "มีใจ มีไฟ" แต่สุดท้ายก็มาร่วมวงศาคณาญาติกับพระเอกมายิงตำรวจตายเป็นเบือ ไร้เหตุผล ไร้อารมณ์ reaction ของตัวละครสิ้นดี
 
ตู้เซฟน้ำหนักสิบตัน รถเก๋งสองคันลากทะลุกำแพง?
 
เป็นไปไม่ได้จนน่าหัวเราะกลางโรงหนัง น้ำหนักของรถและแรงม้าของรถเก๋งที่แต่งให้เทพจนเครื่องมันบินออกจากกระโปรงรถก็ลากออกมาจากกำแพงไม่ได้แน่นอน 100%
 
และยิ่งตอนท้ายที่ดอมลากตู้เซฟเข้าประจัญบานกับฝูงรถตำรวจ รถคันเดียวไม่น่าสามารถลากตู้เซฟสิบตันได้ ยกเว้นแต่มันจะมีล้อเลื่อน แต่ด้วยน้ำหนักขนาดนั้น เป็นไปได้ยากมากที่จะลากและเหวี่ยงขนาดนั้นได้ แต่ก็เข้าใจว่าบทมันเขียนขึ้นมาให้ความมันส์แบบไม่บันยะบันยัง
 
สุดท้ายแล้ว ไร้การพัฒนาของตัวละครเลยสักคน ไม่ว่าจะ โอไบรอัน หรือดอม หรือใครๆ ที่มายังไงก็จบยังงั้น เหมือนเปนหนังโชว์ฉากแอ็คชั่นซะมากกว่า
 
ยิ่งตัวละครตำรวจหญิงก็เกิดการพัฒนามาเป็นเมียดอมคนใหม่ได้อย่างเบาหวิวจนน่าใจหายสิ้นดี ยิ่งการกระทำของดอมที่เข้าไปหาตำรวจถึงบ้านเพื่อแค่ไปเอาสร้อย ดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนเท่ๆซะอย่างนั้น
 
ตัวร้ายในเรื่องก็ดูโง่ๆงงๆ ขับรถไล่ตามไปทำไม ปมปัญญา ปมขัดแย้งที่กลุ่มพระเอกจะมาป้นมันก็ยังไงๆชอบกล แค่เจอชิปในรถแล้วรู้ว่าเงินอยู่ไหนแค่นั้น? แค้นตัวร้ายเพราะอะไร? เหตุผลดูเบาบางจนน่าใจหาย
 
ถ้าคุณคิดจะดู Fast Five เอามันส์เหมือนอ่านหนังสือการ์ตูนที่ซัดปากกันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ก็จงดู
 
แต่ถ้าคุณอยากดูเพื่อหาสุนทรีย์ในภาพยนตร์ จงอย่าไป

edit @ 25 May 2011 00:00:30 by ธนเวศม์ สัญญานุจิต

สมัยก่อนที่เพิ่งได้กล้องมาใหม่ๆ ผมอยากถ่ายภาพ "สวย"
 
ทั้งๆที่ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ภาพที่ "สวย" นั้นเป็นยังไง
 
เหมือนคนวิ่งไล่จับเมฆ มันเลื่อนลอยมากๆ
 
จนหลังๆ ผมซึบซับประสบการณ์อะไรบางอย่างมาได้สักพัก ผมได้ดูงานของพี่ๆหลายคนที่รู้จัก
 
ผมพบว่า ความ "สวย" ของภาพถ่ายแต่ละคนต่างออกไป
 
ก็เหมือนผู้หญิง "สวย" ของแต่ละคน มันคนละความหมาย
 
คนบางคน ภาพถ่ายที่สวย คือการ "วางองค์ประกอบสวย"
 
คนบางคน ภาพถ่ายที่สวย คือการ "จัดแสงเงาสวย"
 
คนบางคนก็เป็น "ตัวแบบสวย"
 
"ชัดลึกชัดตื้นสวย" และอื่นๆ
 
ผมเพิ่งมานึกได้เอาตอนถูกญาติๆจ้างวานมาถ่ายภาพลูกพี่ลูกน้องรับปริญญาแล้วมาถ่ายกับญาติๆที่สวนรถไฟ
 
ที่ผ่านมาผมกดชัตเตอร์อย่างไร้วิญญาณและความคิดไปหลายภาพ
 
จนผมระลึกได้ว่า ผมอยากใส่อะไรบางอย่างลงไปในภาพ
 
ในเวลาที่เรากำลังย้ายที่ถ่ายภาพ
 
ในเวลาที่ลูกพี่ลูกน้องของผมกำลังเข็นรถเข็ยคนชราของยาย
 
ผมยกกล้องขึ้นและกดชัตเตอร์
 
ครั้งนี้คือการกดชัตเตอร์ที่ใช้จิตวิญญาณบรรจงกดลงไป
 
อาจพูดเว่อร์เกินไป
 
แต่ผมถ่ายออกมาในลักษณะที่ลูกพี่ลูกน้องกำลังเข็นคุณยายไปในสวน ซึ่งพวกเขาหันหลังให้กล้อง
 
เหมือนพวกเขาเดินลึกเข้าไปในสวนต่อไปลำพังสองคน
 
ผมรู้สึกว่าภาพนี้มันมีพลังกว่าทุกภาพในวันนั้น
 
ผมอยากให้พวกเขาหรือญาติคนไหนก็ตามได้เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกไปกับมัน
 
ได้รับรู้เรื่องเล่าที่อยู่ในภาพถ่ายใบนี้
 
ผมคงไม่อาจอวดตัวว่าภาพของผมทุกภาพมีเรื่องเล่า แต่บางภาพก็มีเรื่องเล่าอย่างที่ว่าจริงๆ
 
บางครั้งผมกดชัตเตอร์ลงไปเพื่อให้คนที่ได้มองดูภาพเหล่านี้ ได้ดื่มด่ำไปกับผม
 
ผมเชื่อว่าภาพหลายๆภาพทั่วโลกต่างมีเรื่องเล่า ทั้งคนถ่ายจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
 
ขอให้ลองมองด้วยตา เงี่ยหูคอยสดับฟัง
 
และลองสัมผัสถึงเรื่องเล่านั้นให้ได้
 
อาจจะยากอยู่สักนิด เพราะเรื่องเล่าในภาพนั้นเงียบงันกว่าเสียงกระซิบ
 
ถึงภาพนั้นอาจจะเบลอ อาจจะจัดวางองค์ประกอบได้ห่วยแตก อาจจะมืดไป สว่างไป
 
แต่ถ้าเราสัมผัสถึงมันได้
 
ภาพนั้นก็"สวยงาม"เสมอ
 
ขอบคุณทุกท่านได้เฝ้ามองและคอยสดับรับฟังภาพของข้าพเจ้าเสมอ
 
ธนเวศม์ สัญญานุจิต

edit @ 23 May 2011 00:59:21 by ธนเวศม์ สัญญานุจิต

แสงศรัทธา

posted on 15 Apr 2011 18:02 by hamofking
วันนี้ผมดับธูปก่อนจะปักลงกระถาง
 
ผมดับธูปเพราะผมเคาะก้านธูปกับกระถางก่อนจะปัก
 
ผมเคาะธูปเพราะขี้เถ้าที่ไหม้ไปก่อนหน้านี้มันยาวเหลือเกิน
 
และผมกลัวว่ามันจะหักหล่นลงมาโดนมือเมื่อปักลงกระถาง
 
 
ผมถูกตำหนิ ที่ทำให้ธูปดับโดยไม่ตั้งใจ
 
 
บางทีมันทำให้ผมครุ่นคิด... 
 
การไหว้พระนั้น หากธูปดับ จะทำให้เราไ่ม่ได้บุญงั้นหรือ?
 
ผมว่ามันคงไม่ใช่ พิธีการคือสิ่งที่ควรจะมี แต่ไม่ใช่"แกน"ของศาสนา
 
เราคงไม่บาป ถ้าเราไหว้พระ แม้เปลวไฟในธูปนั้นจะมอดดับไป
 
แต่แสงศรัทธายังคงสว่างไสวในใจเสมอ
 
ธูปเทียนนั้นเป็นเพียงสิ่งของประกอบพิธีกรรม
 
ศรัทธาต่างหาก คือเนื้อแท้ของการไหว้พระ
 
คนเราจะไม่มีแม้ธูปเทียน แต่มีศรัทธาเท่านั้นคงพอแล้ว
 
 
 
ผมไหว้พระเสร็จแล้วเดินออกมาที่กระถางที่ตอนแรกผมทำธูปดับ
 
คนที่ตำหนิผม เขาเอาธูปไปจุดใหม่แล้วมาปักให้แล้ว
 
แสงศรัทธาของคนเราอยู่ที่ไหน?
 
ในธูปเทียน หรือ ในที่ๆใครก็มองไม่เห็น

edit @ 15 Apr 2011 21:27:03 by มนุษย์มึน

คุณเคยหรือไม่เวลาเปิดไปเจอละครหลังข่าวที่ไม่เคยดูแม้แต่โปสเตอร์ ตัวอย่าง หรือสัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง
ทำให้ท่านดูไม่รู้เรื่อง ทำให้เปลี่ยนช่องหนี
เรามีวิธีดูให้สนุกสนานและรู้เรื่อง ผ่านการอนุมานหน้าจอโทรทัศน์เพียง 5 นาที
บร๊ะเจ้ามั้ยล่ะ เมพมั้ยล่ะ

1.มองหาพระเอก
การจะดูละครให้สนุก ต้องรู้ก่อนว่าใครเป็นตัวเอก สังเกตุง่ายๆครับ
1.1 ผิวไม่ดำ พระเอกมักจะหล่อ ดูดีมีชาติตระกูล ผิวต้องขาวเรียบเนียนครับ
1.2 หน้าตาต้องดีโคตรๆ ถ้าแยกไม่ออก ก็พาผู้หญิงมาดูแล้วมันกรี๊ดใครที่สุด ไอ้นั่นแหละตัวเอก
1.3 รวย ดูไว้ใครใส่เสื้อเชิ้ต ใครขับเบนซ์ ต้องสงสัยไว้ก่อนเลยว่าพระเอกแน่ๆ พระเอกคงไม่ขับเวฟใส่เสื้อกล้ามหรอก
1.4 เป็นคนดี เวลามีฉากแอ็คชั่น จะสู้แบบผู้ดี โดนจับล็อคง่ายมาก และเวลาโดนซ้อมหน้าจะไม่บวม แค่เลือดไหลจากปากซิบๆพอ

2.มองหานางเอก
พอเราหาพระเอกเจอ นางเอกก็เป็นเรื่องขี้เล็บครับ
2.1 คนที่พระเอกเกลียดที่สุด พระเอกมันจองล้างจองผลาญใครเป็นพิเศษ อีนั่นแหละ ตอนสุดท้ายมันจะรักกัน แหม่ ซาดิสม์ใช้ได้ หญิงไทยใจรักความรุนแรง
2.2 คนที่พระเอกเข้าหา และในตอนนั้นไม่ได้รักพระเอก คือเป็นความบังเอิญล้วนๆฮ้าาา~~~
2.3 คนที่พระเอกเข้าไปพยุงตอนล้ม/คนที่ล้มทับพระเอกแล้วหน้าชิดกัน 1 ใน 2 เหตุการณ์ข้างต้นนี้ เท่านั้น!!! พอเกิดอีเว้นท์นี้ขึ้นละครก็จะสโลว์ประมาณสามชั่วอายุหอยทากกว่าจะหมดระยะ
2.4 คนที่ถูกตบแล้วเป็นคนผิด เพราะการกลั่นแกล้งของนางร้าย เธอจะถูกใส่ร้าย ถูกกลั่นแกล้งและถูกเกลียดเสมอ ชีวิตแม่มรันทดกว่าคนค้นคนอีก
 
3.มองหาตัวร้าย
พอมีพระนางแล้วตัวร้ายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
3.1 อีกคนที่ชอบตบนางเอกบ่อยๆ และพระเอกก็เชื่ออีนี่บ่อยๆ ไม่ต้องสงสัย อีนี่ตัวร้ายชัวร์
3.2 ผู้หญิงทาปากแดง แดงยิ่งกว่ายาอุทัย ขนตางอนๆเป็นกันสาด อีนั่นแหละตัวร้าย
3.3 ผู้หญิงที่กรี๊ดบ่อยที่สุดในตอนนั้นๆ คนนั้นแหละตัวร้าย
3.4 ผู้หญิงที่พยายามปลุกปล้ำพระเอกหรือพยายามเอาอกถูแขนพระเอกบ่อยๆ อีนั่นแหละ ตัวร้ายแหงมๆ
 
4.วิธีสรุปเนื้อเรื่องที่ผ่าน
สำหรับท่านที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว เพราะเราเพิ่งติดตามตอนที่3-4แล้วอะไรอย่างเง้
4.1 รอฟังสรุปจากพวกคนใช้ เพราะชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้มันชอบเม้าท์กัน และที่เม้าท์กันน่ะคือเนื้อเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดนั่นเอง  สบายเฮ
4.2 รอดูตอนใกล้ๆจบ มันจะย้อนให้ดูเป็นวันๆเลย
4.3 รอฟังจากปากคำตัวร้าย เพราะอาชีพตัวร้ายมักจะพูดเองคนเดียว(เออว่ะ บ้าดี)